ในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปีเป็น ช่วงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนที่มีลูกอายุประมาณ 2 ขวบ ครึ่ง ถึง 3 ขวบ จะต้องเตรียมตัวกับสถานการณ์ที่ตื่นเต้นและเครียดด้วย คือการเข้าโรงเรียนครั้งแรกของลูก ซึ่งการ ไปโรงเรียนของลูกนั้นถือเป็นพัฒนาการส่วนหนึ่งของเด็ก เพราะโรงเรียนเป็นสถานที่ที่แปลกใหม่สำหรับเด็ก ที่เด็กจะฝึกการเข้าสังคมใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น ได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการเล่นต่าง ๆ งานวิชาการ ฝึกการเขียนอ่าน และที่สำคัญคือการเข้าสู่สังคมใหม่ ความกลัว ความกังวลใจ และความไม่ไว้วางใจในโลกใหม่ของเด็ก ๆ ย่อมเกิดขึ้นเพราะเด็กจะต้องแยกจากพ่อแม่เพื่อมาเรียนรู้การเข้าสังคมกับเพื่อนที่โรงเรียน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมตัวให้ดีกับลูกๆ ในการเข้าโรงเรียนของลูกในครั้งแรก จะได้ไม่เครียดของทั้งคุณพ่อคุณแม่และตัวเด็กนะคะ วิธีที่เตรียมตัวให้เด็ก ๆ นั้นก็ไม่ยากอย่างที่คิดเรามาดู “วิธีการเตรียมตัวลูกก่อนไปโรงเรียน” เริ่มข้อแรกกันเลยค่ะ

1. เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับโรงเรียน

โดยคุณพ่อคุณแม่อาจเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับการไปโรงเรียนให้ลูกฟังว่าทำไมเด็ก ๆ ถึงต้องไปโรงเรียน เช่น เมื่อเข้าไปในโรงเรียนเด็กจะเจอเพื่อน ๆ มากมาย มีคุณครูคอยเป็นผู้ดูแลเด็กแทนคุณพ่อคุณแม่ เวลาอยู่ที่โรงเรียนนอกจากจะมีเพื่อนเยอะแล้วยังมีของเล่นและกิจกรรมต่าง ๆ ให้ทำอีกด้วย ให้คุณพ่อคุณแม่พูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับโรงเรียนในทางบวก เพื่อสร้างทัศนคติที่ดีให้กับเด็ก

คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรใช้คำพูดเชิงลบหรือขู่เด็ก ๆ ว่า เมื่อไปโรงเรียนถ้าดื้อจะถูกคุณครูทำโทษหรือจะโดนดุ เพราะจะทำให้เด็กเกิดความกลัว วิตกกังวล มองว่าโรงเรียนเป็นสิ่งไม่ดีและไม่อยากไปโรงเรียนค่ะ
เด็ก ๆ เล่นของเล่นกันกันอย่างสนุกสนาน
เด็ก ๆ ในห้องทำกิจกรรมร่วมกันอย่างสนุกสนาน
2. สร้างความคุ้นเคยให้กับเด็ก

ก่อนไปโรงเรียนคุณพ่อคุณแม่อาจจะหาเวลาว่างในการพาเด็กไปสำรวจในโรงเรียน ให้เด็กได้เห็นบรรยากาศเพื่อเป็นการสร้างความคุ้นเคยให้กับเด็ก อาจจะพาไปเล่นที่สนามเด็กเล่น เดินชมบริเวณรอบ ๆ และพูดคุยเกี่ยวสิ่งต่าง ๆ ภายในโรงเรียนค่ะ (ในการสร้างความคุ้นเคย ควรเป็นโรงเรียนที่เด็กสมัครและจะเข้าเรียนที่โรงเรียนนั้นนะคะ)

3. ปลูกฝังเรื่องกิจวัตรประจำวัน

ก่อนที่จะเข้าโรงเรียนคุณพ่อคุณแม่จะต้องฝึกให้เด็ก “เลิกใส่แพมเพิส” และฝึกให้เด็กสื่อสารบอกความต้องการของตัวเอง เช่น เวลาปวดฉี่หรืออยากเข้าห้องน้ำ รวมถึงการที่ฝึกให้เด็กแต่งตัวด้วยตัวเองก็ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญค่ะ คุณพ่อคุณแม่ต้องฝึกให้เขาช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุด นอกจากนี้แล้วควรให้เด็กรู้จักการตักอาหารรับประทานด้วยตัวเองและสอนให้รู้จักการจับช้อน-ส้อม เพื่อไม่ให้เกิดความกังวลและสร้างความมั่นใจให้กับคุณพ่อคุณแม่และตัวเด็กค่ะ

4. จัดเวลาเข้านอนในวันที่เด็กต้องไปโรงเรียน

โดยปกติแล้วเด็กในช่วงก่อนวัยเรียนไม่ควรนอนดึกเกินเวลา 21.00 น. นะคะ เพื่อเป็นการทำให้เด็กติดเป็นนิสัย โดยส่วนตัวผู้เขียนจะให้ลูกเข้านอนตอน 1 ทุ่ม ตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงเรียน การที่เด็กได้นอนเต็มที่เมื่อถึงเวลาที่ต้องตื่นไปโรงเรียนแต่เช้า เด็กจะตื่นได้เองโดยอัตโนมัติ การตื่นเช้าจึงไม่เป็นอุปสรรคกับเด็กเลยค่ะแถมตื่นแต่เช้าแล้วยังอารมณ์ดีไม่มีงอแงเลยค่ะอันนี้เรื่องจริงลองไปทำดูกันนะคะ

 เด็กเข้านอนก่อนเวลา 21.00 น. เพื่อเตรียมตัวไปโรงเรียน
เด็ก ๆ ควรเข้านอนก่อน 21.00 น. เพื่อเตรียมตัวไปโรงเรียน
5. จัดเตรียมสิ่งของที่จำเป็นให้เด็ก

ในวันแรกที่ไปโรงเรียนสิ่งที่ควรจัดเตรียม คือ เสื้อผ้าชุดสำลองและกางเกงชั้นในค่ะ เพราะบางครั้งเด็กอาจจะร้องไห้จนอาเจียนเลอะเสื้อผ้าหรือฉี่รดกางเกงที่ใส่มา (ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติค่ะ) คุณครูจะได้มีเสื้อผ้าเปลี่ยนให้น้องค่ะ ส่วนเรื่องการแพ้อาหารหรือแพ้อะไรต่าง ๆ ก็ควรบอกย้ำกับคุณครูประจำชั้นอีกครั้ง เพื่อความสบายใจของคุณพ่อคุณแม่และความไม่ประมาทของคุณครูค่ะ กันไว้ดีกว่าแก้นะคะ

 เสื้อผ้าชุดสำลองของเด็ก ๆ เป็นการเตรียมตัวลูกก่อนเข้าเรียน
จัดเตรียมเสื้อผ้าชุดสำลองให้กับเด็ก ๆ ไว้เกิดเหตุฉุกเฉิน

ประเด็นสุดท้ายนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ คือ เมื่อคุณพ่อคุณแม่ไปส่งลูกที่โรงเรียนแล้วควรเดินออกมาจากเด็กเลยนะคะและปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคุณครูประจำชั้นในการดูแลเด็กค่ะ เพราะถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่เดินออกมาเด็กจะยิ่งร้องไห้มากขึ้น ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรใจแข็งให้มาก เมื่อเค้ามีเพื่อน ๆ สักพักก็จะหยุดร้องเอง แล้วเด็กก็จะร้องแบบนี้ประมาณ 1-2 วันจากนั้นก็จะไม่ร้องแล้วค่ะ ( แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากแอบดูจริง ๆ แนะนำให้แอบดูอยู่ห่าง ๆ อย่าให้เด็กเห็นนะคะ)

ส่วนใหญ่แล้วเด็กจะร้องไห้แค่ 1- 2 วัน แต่ก็มีเด็กบางคนนะคะที่ร้องไม่หยุด ร้องทั้งวัน จนถึงเวลากลับบ้าน ผู้ปกครองก็จะต้องค่อย ๆ คอยปรับเปลี่ยนทัศนคติให้กับเด็ก ๆ เมื่อเค้าปรับตัวได้เรื่องการร้องไห้ก็จะหายไปค่ะแล้วเด็ก ๆ ก็จะสนุกกับการมาโรงเรียนและเข้ากับเพื่อน ๆ ได้ดี

เด็กบางคนถึงแม้จะมีการเตรียมตัวมาเป็นอย่างดีแล้วจากคุณพ่อคุณแม่แต่พอมาถึงโรงเรียนจริงกับร้องไห้ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรค่ะ เพราะเมื่อเด็กเห็นเด็ก ๆ คนอื่นร้องไห้ เค้าก็จะเกิดความหวาดกลัวและอาจจะเริ่มร้องไห้ตามเพื่อน ๆ แต่ไม่ต้องกังวลใจไปนะคะ แต่ละโรงเรียนจะมีวิธีการเพื่อรับมือเด็ก ๆ ให้เขาลดความกลัวและปรับตัวกับสถานที่ได้โดยอัตโนมัติ เพราะคุณครูนั้นได้จัดหากิจกรรมต่าง ๆ เตรียมไว้ ซึ่งเชื่อว่าจะได้ผลอย่างดีเยี่ยม ส่วนปัญหาที่พบบ่อยอีกข้อ คือเด็กไม่ยอมรับประทานอาหาร ถ้าคุณพ่อคุณแม่เป็นกังวลในช่วงแรก ๆ ก็อาจจะเตรียมนมหรืออาหารที่เด็กทานได้ง่ายมาให้เขารับประทานก็ได้ค่ะ

บทบาทของคุณครูในวันเปิดเทอม

สำหรับการเตรียมตัวของคุณครูในการรับมือเด็ก ๆ ในวันเปิดเทอม คนที่เป็นครูค่อนข้างจะต้องเตรียมตัวรับมือมาอย่างดีอยู่แล้ว เพราะเด็กที่เข้าใหม่แต่ละคนจะมีหลากหลายปัญหาที่ไม่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่ที่คุณครูต้องเจอ คือ การร้องไห้ของเด็กโดยเฉพาะเด็กเล็ก (การร้องไห้ถือเป็นการระบายความรู้สึกที่อัดอั้นของเด็ก) ในวันแรกเด็กจะมีความกังวลใจ กลัวพ่อแม่ทิ้ง และอาจจะยังไม่ค่อยไว้เนื้อเชื่อใจคุณครูเท่าไหร่ แต่เพราะโรงเรียนเป็นเสมือนบ้านหลังใหม่ของเด็ก ๆ ดังนั้น คุณครูควรสร้างความเป็นมิตรกับเด็ก ไม่แสดงกริยาท่าทางเบื่อหน่ายหรือดุเมื่อเด็กร้องไห้ ควรหาวิธีปลอบเด็ก ๆ พูดจาหว่านล้อมจนทำให้เด็กเกิดความไว้วางใจ ยิ่งทำให้เด็ก ๆ ไว้ใจเท่าไหร่ก็จะเป็นผลดีต่อทั้งคุณครูและตัวเด็กเอง

คุณครูกำลังปลอบใจเด็กที่กำลังร้องไห้
คุณครูให้ความสำคัญกับความรู้สึกของเด็ก ๆ ทุกคน
คุณครูจะต้องมีความรัก ความเมตา เอาใจใส่ ส่งเสริมให้กำลังใจแก่ลูกศิษย์ โดยเท่าเทียมกัน เป็นคุณครูไม่ควรมีความลำเอียงเลือกที่รักมักที่ชังนะคะ เพราะในเด็กบางคนที่ร้องไห้จนอาเจียน หรือปัสสาวะออกมาอาจมีเลอะเทอะบ้างคุณครูก็ควรดูแลและปรับความเข้าใจกับเด็กเพื่อให้เด็กลดอาการหวาดระแวงไม่ควรตำหนิเด็กเลยเพราะถ้าดุหรือตำหนิแล้วเด็กจะกลัวและจะไม่อยากมาโรงเรียนอีกเลย
โรงเรียนของเด็ก ๆ
โรงเรียนนอกจากให้ความรู้แล้วยังสร้างความสนุกให้กับเด็ก ๆ ด้วย

นอกจากนี้ อยากฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ทุกคนว่าในบริบทโรงเรียนและบริบทที่บ้านมีความแตกต่างกัน เมื่อเราเป็นคนตัดสินใจเลือกโรงเรียนให้กับลูก เราก็ต้องไว้วางใจและเชื่อมั่นในโรงเรียนนะคะ ส่วนในเรื่องการปรับตัวอาจจะต้องให้เวลาเด็กกับการมาโรงเรียน เด็กบางคนอาจปรับตัวได้เร็วในเด็กบางคนอาจปรับตัวได้ช้า ทั้งนี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องมั่นใจและเชื่อใจในตัวของคุณครูว่าจะทำให้เด็ก ๆ มีความสุขและมีความอบอุ่นใจเมื่อได้ส่งลูกเข้ามาสู่อ้อมอกของโรงเรียน

ดาวน์โหลด
1 รายการ